วัยรุ่นวัยคอม

วัยรุ่นวัยคอมเป็นอย่างไร

           คอมพิวเตอร์เราไม่รู้เลยว่าเริ่มแทรกเข้ามาในชีวิตของคนเราตั้งแต่เมื่อไหร่  ช่วงเวลาไหน เรารับรู้แต่ว่าคอมพิวเตอร์กลายเป็นส่วนหนึ่งในการดำรงชีวิตของคนเกือบจะทุกเพศทุกวัย  ทุกภูมิภาค ทุกสังคม ทุกช่วงวัยของชีวิต โดยใช้กันทุกแหล่งทุกสถานที่ ที่ทำงานรวมทั้งที่ใช้ในด้านการทำธุระส่วนตัว  ตอบสนองความต้องการด้านความบันเทิง ใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้ตัวเองได้ทุกอย่างที่เราต้องการ จากคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ   กลายเป็นคอมพิวเตอร์ขนาดพกพา หรือเราเรียกว่าโน้ตบุ๊ค เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก เป็นเครื่องที่ใช้งานง่ายสะดวกสบาย สามารถพกพาไปได้ทุกสถานที่ทุกช่วงเวลาที่เราต้องการ

ความสามารถเหมือนกับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะทุกอย่างยิ่งกว่านั้นการพกพาการเคลื่อนย้ายสะดวกไปกับเราได้ทุกสถานที่เป็นความทันสมัยของเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆจนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะเริ่มจะไม่ค่อยมีผู้คนนิยมใช้หรือซื้อหาแล้ว  ผู้ผลิตเริ่มมองหานวัตกรรมที่แปลกใหม่ที่ทันสมัยสะดวกพกพาง่ายสามารถนำไปใช้ได้ด้วยทุกสถานที่ทุกเวลาและตรงตามความต้องการของผู้บริโภคได้มากขึ้น

คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะจึงเริ่มไม่ค่อยมีผู้คนต้องการเหมือนเดิม

จะมีเพียงบางกลุ่มเท่านั้นที่ยังใช้อยู่ เช่นหน่วยงานราชการ ห้างร้านต่างๆ โรงงาน รวมไปถึงบริษัทยังคงใช้แบบตั้งโต๊ะที่ยังพอเห็นอยู่ นอกนั้นตามกลุ่มนักเรียน นักศึกษา วัยทำงาน ผู้คนทั่วไปเริ่มจะเปลี่ยนเป็นโน้ตบุ๊คกันแล้ว

         จากคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คที่มีความทันสมัยมากอยู่  และยังมีผู้คนต้องการอยู่มาก  ผู้ผลิตยังได้คิดค้นนวัตกรรมที่ทันสมัยและแปลกใหม่ขึ้นเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภค  เน้นกลุ่มนักเรียน นักศึกษา รวมทั้งวัยทำงาน สิ่งนี้ คือมีขนาดเล็กกว่าโน้ตบุ๊คที่เราเรียกกันว่า แท็บเล็ต สเปกแรงโปรโมชั่นดีรูปแบบสวยงาม  พกพาได้สะดวก ความสามารถในการทำงานเทียบเท่ากับโน้ตบุ๊คพิเศษเพิ่มขึ้นคือสามารรถถ่ายภาพ บันทึกเสียง และถ่ายวีดีโอได้รวมทั้งยังเป็นโทรศัพท์ได้ในคราวเดียวกัน 

ความทันสมัยนี้ของนวัตกรรมของผู้คิดค้นได้ก้าวไกลไปทุกวันซึ่งคนเราทุกวันนี้ก็ต้องหมั่นพัฒนาตนเองในด้านการใช้เทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นด้านความรู้  ด้านความสามารถด้านต่างๆของคนเราต้องมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ทันต่อโลกและนวัตกรรมของเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในทุกวันทุกเวลา

แต่ทุกวันนี้ผู้คิดค้นผลิตโทรศัพท์มือถือยังผลิตโทรศัพท์ให้มีความทันสมัยอยู่ตลอดเวลา  โทรศัพท์มือถือเล็กๆเครื่องเดียวที่สามารถพกพาไปกับเราได้ทุกที่ทุกเวลาที่เราต้องการ การเป็นผู้บริโภคต้องรู้จักปรับเปลี่ยน  ทั้งความคิดความสามารถในการใช้เทคโนโลยีให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงเพื่อที่จะก้าวตามไปให้ทันยุคทุกสมัย แต่ท้ายสุดเราก็ต้องดำรงไว้ซึ่งความถูกต้องเหมาะสม 

ในการใช้เทคโนโลยี ไม่ละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้อื่นจนทำให้คนอื่นเดือนร้อน

การใช้ UDP (User Datagram Protocol)

ซึ่งเป็นโปรโตคอลที่ไม่ต้องสร้างการเชื่อมต่อขึ้นมา (Connectionless)เหมาะสำหรับการทำ DHCP โดยจะมีพอร์ตต้นทางหมายเลข 67 และพอร์ตปลายทาง68 เอาไว้ติดต่อสื่อสารกับระหว่างเครื่อง DHCP Server กับ DHCP Clientจากนั้นเครื่อง DHCP Server จะแสดงตัวตนด้วยการแสดงไอพีแอดเดรสให้ทราบและค้นหาหมายเลขไอพีแอดเดรสจากฐานข้อมูลในเครื่องเพื่อไม่ให้ซ้ำกันแล้วส่งเมสเสจ DHCP Offer (IP Lease Offer) กลับไปให้ไคลเอนต์ที่ขอมา

เมื่อเครื่องไคลเอนต์ได้รับหมายเลขไอพีแอดเดรสแล้วทางไคลเอนต์จะส่งสัญญาณตอบกลับ DHCP Request มาให้ทราบ

หลังจากที่เครื่อง DHCP Server ได้รับสัญญาณ DHCP Request

จะส่งสัญญาณ DHCP Ack (IP Lease Acknowledgement)กลับไปยังเครื่องไคลเอนต์เพื่อให้เริ่มใช้ไอพีแอดเดรสหมายเลขนี้ได้ (และ DHCPServer จะเก็บหมายเลขไอพีแอดเดรสนั้นเอาไว้ไม่ให้เครื่องอื่นใช้)โดยกำหนดระยะเวลาในการใช้ IP ให้ทราบคือ IP Address Lease Time และSubnet Mask DHCP เป็นโปรโตคอลที่ออกแบบมาให้ใช้งานแทน BOOTPเนื่องจากมีความสามารถสูงกว่าหลายด้าน ถ้าในองค์กรมีระบบเครือข่ายไม่ใหญ่มาก(ไม่ใช้ Router ในการทำงาน)การออกแบบกำหนดสโคปหรือช่วงการใช้ไอพีแอดเดรสก็ไม่ยุ่งยาก

แต่ถ้าเป็นเครือข่ายที่มีขนาดกลาง – ใหญ่ มีการแบ่งเครือข่ายย่อย (subnet) และใช้Router ทำงานด้วย ควรจะพิจารณาองค์ประกอบต่อไปนี้

– ต้องมีการสงวนไอพีแอดเดรสบางส่วนเอาไว้สำหรับเครื่อง DHCP Server,DNS Server, WINS Server รวมทั้ง Router

– ในการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายย่อย (Subnet) ที่มีความเร็วต่ำผ่าน Dial –up นั้น ควรจะมี DHCP Server ในแต่ละเครือข่ายย่อยไปเลย โดยมี DHCP RelayAgents ซึ่งทำหน้าที่เฝ้าฟังการร้องขอไอพีแอดเดรสจากไคลเอนต์เพื่อส่งต่อไปยังDHCP Server ตัวจริง

– สามารถใช้ Router ที่สนับสนุนมาตรฐาน RFC 1542 หรือ BOOTPในการส่งข้อมูลระหว่างเครือข่ายย่อยได้ (เป็นการใช้งานแทน DHCP Relay

Agents)Windows Server จะกำหนดให้ Active Directoryเป็นตัวจัดเก็บเฉพาะรายชื่อของ DHCP Server ที่ได้รับอนุญาตเอาไว้เป็นเหตุให้การเริ่มทำงานทุกครั้ง DHCP Serverจะต้องเข้ามาตรวจสอบรายชื่อตัวเองใน Active Directory ว่ามีหรือไม่

ถ้าไม่มีจะทำให้ไม่สามารถให้บริการของ DHCP ได้และข้อควรระวังอีกประการ คือเครื่อง DHCP Server แบบติดตั้งแยก (Stand – alone) จะไม่สามารถทำงานร่วมกับDHCP Server บนโดเมนได้